NANLITE PAVOTUBE II รุ่น X แตกต่างจาก PAVOTUBE II รุ่น C และ PAVOTUBE รุ่นแรกอย่างไรและควรเลือกใช้แบบไหนถึงจะเหมาะกับเรา

NANLITE PAVOTUBE II รุ่น X แตกต่างจาก PAVOTUBE II รุ่น C และ PAVOTUBE รุ่นแรกอย่างไร และควรเลือกใช้แบบไหนถึงจะเหมาะกับเรา จากการตอบรับที่ดีของไฟแท่ง Nanlite Pavotube II ซีรีส์ C ที่ประกอบด้วย 6C และ Pavotube 15C และ 30C ที่ใช้งานง่าย ถูกใจผู้ใช้ แต่ถึงอย่างนั้น Nanlite ก็ยังคงพัฒนาต่อไฟเพื่อให้ไฟแท่ง Nanlite Pavotube II ได้ตอบสนองการทำงานของผู้ใช้ให้มากที่สุด ในราคาที่คุ้มที่สุด

และในที่สุดก็เปิดตัวซีรีส์ X ซึ่งประกอบด้วย Nanlite Pavotube II 15X, 30X และ 60X เพื่อให้การทำงานคล่องตัว ลดพลังงานที่ต้องใช้และให้แสงสว่างสูงขึ้น ขนาดเล็กลง ความแม่นยำสีสูงขึ้นเพื่อรองรับงานที่ต้องการความแม่นยำสีสูง เอฟเฟคแสงแบบต่าง ๆ ที่มีมาให้มากถึง 15 แบบเพื่อการทำเอฟเฟคแสงงานวิดีโอ ภาพยนตร์ รวมทั้งเพิ่มช่องทางการควบคุมไร้สายให้มีหลายช่องทางมากขึ้นเพื่อการทำงานที่คล่องตัว และรองรับการใช้งานที่หลากหลาย 

1. กำลังไฟสูงขึ้นเพื่อความสว่างที่มากขึ้น

Nanlite Pavotube II เป็นไฟแท่งขนาดเล็กที่ช่วยเพิ่มทั้งความสว่างและเพิ่มแสงสีที่เป็นแบบ RGB เอฟเฟคแสง และในซีรีส์ X ให้กำลังความสว่างสูงขึ้นจากซีรีส์ C ยกตัวอย่างเช่น จาก Pavotube 15C และ Pavotube 30C ที่ให้กำลังไฟ 16 วัตต์ และ 32 วัตต์ และ Pavotube II 15X ให้กำลังไฟ 35 วัตต์ และ Pavotube II 30X ให้กำลังไฟ 70 วัตต์ 

2. เปลี่ยนอุณหภูมิสีได้ช่วงกว้างขึ้น

การเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิสีแบบ CCT ช่วยให้การเลียนแบบแสงในธรรมชาติทำได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่แสงช่วงเช้าไปจนถึงช่วงเย็น ซึ่ง Nanlite Pavotube ซีรีส์ C ปรับได้ตั้งแต่ 2700-6500 K ซึ่งในซีรีส์ X เพิ่มช่วงแสงได้กว้างขึ้นโดยปรับได้ตั้งแต่ 2700-12000 K จึงช่วยให้การปรับสีทำได้กว้าง เพิ่มความแม่นยำเรื่องสีสันและแสงในงานวิดีโอ ภาพยนตร์ได้มากขึ้น

3. ความแม่นยำของสีสูงขึ้น 

ความแม่นยำของสีคือ การวัดค่าของสีที่ได้จากการใช้ไฟแสงสีขาว (5600K) ส่องที่ตัววัตถุแล้วได้สีที่ต่างไปหรือมีค่าใกล้เคียงกับสีที่ได้จากแสงอาทิตย์หรือใกล้เคียงสีธรรมชาติได้มากที่สุด ซึ่งจะวัดออกมาเป็นตัวเลข CRI/TLCI โดยที่ตัวเลขเข้าใกล้ 100 มากเท่าไหร่ ความแม่นยำของสีก็จะสูงมากเท่านั้น ซึ่งในซีรีส์ C มีค่า CRI/TLCI 95/95 และในซีรีส์ X มีค่า CRI/TLCI 97/98 ซึ่งก็หมายถึงว่าซีรีส์ X ได้พัฒนาให้ความแม่นยำสีสูงขึ้นนั่นเอง

4. ไฟแบบ RGB แท่งเดียวพร้อมกันหลายสี

ปกติการเปลี่ยนสีของไฟ RGB จะเป็นสีที่ช่วยให้สร้างความตื่นเต้นดูแปลกตา แปลกใหม่และน่าสนใจ ย้อมสีของบรรยากาศด้วยแสง ซึ่งการเปลี่ยนสี RGB ในซีรีส์ C จะเป็นการเปลี่ยนสีแบบทั้งแท่ง สีเดียว แต่ในซีรีส์ X ไฟแท่งหนึ่งจะมีหลายสีในคราวเดียว จึงสร้างความแปลกใหม่และดูน่าตื่นเต้นมากกว่าเดิม 

5. เม้าท์ 3 จุดต่อเชื่อมเข้ากับอุปกรณ์ได้หลายทาง

Nanlite Pavotube II มีเม้าท์หัวท้ายที่ช่วยให้การต่อเชื่อมใช้งานกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำได้ง่ายดาย ทั้งการดีไซน์ให้เป็นมุมเหลี่ยม ไม่กลิ้งไหลเพราะความกลมมนของหลอดไฟ ซึ่งในซีรีส์ X ได้เพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ใช้ ด้วยการเพิ่มจุดเชื่อมที่มีช่องสำหรับหมุดยึด 1/4 – 20 ที่มีมาให้ถึง 3 จุด

6. เพิ่มเติมการเล่าเรื่องและสร้างความประทับใจให้กับงานวิดีโอและภาพยนตร์ด้วยแสงสเปเชียลเอฟเฟคที่มากขึ้น

แสงสเปเชียลเอฟเฟคที่มีมาให้ในซีรีส์ X มีให้เลือกใช้ได้ถึง 15 เเบบ ทั้ง Hue Loop, CCT Loop, INT Loop, CCT Flash, HUE Flash, CCT Pulse, Hue Pulse, Storm, Police Car, TV, Paparazzi, Candle/Fire, Disco, Bad Bulb, Firework, Explosion และ Welding ซึ่งมากกว่าในซีรีส์ C ที่มีเอฟเฟคแสงให้เลือกใช้ 5 รูปแบบคือ Multi Flash, Storm, SOS, Candle และ Cop Car

7. ประสิทธิภาพการต่อเชื่อมแบบไร้สายสูงขึ้นอัพเดทเฟิร์มแวร์จากผู้ผลิตได้

เพื่อการควบคุมที่ง่ายและสะดวกกว่า ซึ่งจากเดิมในซีรีส์ C ทำได้จากปุ่มควบคุมและ Wifi 2.4G และในซีรีส์ X สามารถควบคุมทั้งจากการควบคุมผ่านปุ่มควบคุมโดยตรง สามารถควบคุมแบบไร้สายทั้งจาก Bluetooth, DMX, RDM และแอปพลิเคชันบนมือถือ ทั้งยังสามารถอัพเดทเฟิร์มแวร์จากผู้ผลิตเพื่อให้ไฟสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพได้ตลอดเวลา

สมัครรับโปรโมชั่น

เพิ่มเพื่อน LINE@ เพื่อรับข่าวสารการเปิดตัวสินค้าและโปรโมชั่น

Leave a Reply